อยากหยุดยาไต ทำไงดี

ผู้ป่วยไตหลายท่านต้องทานยาวันนึงหลายเม็ดมากๆเลย แล้วก็สงสัยว่ายาที่ทานสามารถจะหยุดได้ไหม สำหรับผู้ป่วยท่านใดที่ทานยาเยอะมาก บางคนก็ท้อบางคนก็กังวลว่ายาที่ทานไปบางทีจะมีผลกับไตหรือเปล่าหรือยังจำเป็น สำคัญหรือไม่ สามารถที่จะมียาตัวไหนที่ลดลงหรือว่าหยุดไปได้หรือเปล่า

ขอยกตัวอย่างจากผลเลือดในกรณีแบบนี้ ก็คือผู้ป่วยรายนึงมาหาหมอตอนที่เป็นไตในระยะค่อนข้างจะเยอะแล้ว อันนี้ก็จะดูจากผลเลือดดูค่าการทำงานของไตดูค่า b u n แล้วก็ค่าดัชนีนะคะจะเห็นว่าใน GFR เหลือแค่ 4 เปอร์เซ็นต์ อันนี้ก็ท่านเป็นไตเรื้อรังระยะสุดท้ายแล้วนั่นเอง ดูจากผลเลือดเวลาหมอจะดูว่าคนไข้ไตในระยะท้ายๆแบบนี้มียาตัวไหนที่เหมาะควรจะปรับได้ที่เหมาะสมควรจะต้องสั่งให้ผู้ป่วยทานบ้างหมอก็ดูจากอาการ ดูจากผลเลือด แต่วันนี้หมอก็จะมาเล่าให้ฟังว่าผลเลือดที่หมอดูมีอะไรบ้าง

อันนี้เป็นความสมบูรณ์ของเม็ดเลือดที่เห็นค่าตัวนี้ค่า Hematocrit ก็คือ 28% ในผู้ป่วยท่านมีเป็นผู้ชายค่าความเข้มข้นเลือดควรจะอย่างน้อย 40%  โดยผู้ป่วยไตเบื้องต้นประมาณทั่วๆไปเลยแล้วก็จะแนะนำว่าถ้าค่า Hematocrit ก็ควรจะประมาณอย่างน้อย 30 เปอร์เซ็นต์ และผู้ป่วยรายนี้ถือว่าผู้ป่วยมีเรื่องของโลหิตจางซึ่งส่วนใหญ่แล้วก็จะเกิดจากมีหลายสาเหตุด้วยกัน โดยส่วนใหญ่แล้วที่เจอบ่อยๆก็จะเป็นขาดธาตุเหล็กหรือว่าขาด วิตามินโฟลิกแบบนี้เป็นต้น รวมทั้งอาจจะมีการที่ขาดฮอร์โมนกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดทำหน้าที่ในการสร้างฮอร์โมนกระตุ้นเม็ดเลือด แม้ว่าผู้ป่วยจะทานอาหารที่มีธาตุเหล็กเพียงพอแต่ว่าไม่สามารถจะเอาเหล็กนั้นไปใช้สร้างเป็นเม็ดเลือดแดงได้นี้ก็จะเกิดเรื่องได้ จากผลเลือดแค่นี้สิ่งที่ผู้ป่วยจะต้องได้รับก็คือวิตามินบำรุงเลือดยาเสริมธาตุเหล็ก แล้วก็อาจจะต้องได้รับการแนะนำเรื่องของการฉีดฮอร์โมนกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดด้วย หมอก็ต้องหาสาเหตุของการที่ท่านมีโลหิตจางจากสาเหตุอย่างอื่นร่วมด้วย บางท่านก็พอได้ยามามียาหลายเม็ด สั่งยาบำรุงเลือดจะให้อย่างน้อย 3 เม็ดเป็นยาเม็ดสีเลือดหมู ถ้าเกิดม่ทานแล้วถ้าโลหิตจางเป็นมากขึ้นก็คือถ้าคนเลือดน้อยลง ทำให้หัวใจอาจจะทำงานแย่ลงแล้วก็ทำให้เลือดไปเลี้ยงไตน้อยลงก็จะทำให้ไตเสื่อมลงเร็วมากขึ้น

ก็คือเกลือแร่แต่ในผู้ป่วยรายนี้เวลาเราดูจะมีอยู่หลายตัวที่เหมาะจะใช้ดูก็จะมีเกลือแร่และโซเดียมโพแทสเซียคลอไรด์ แล้วก็ตัวหลังสุดคาร์บอนไดออกไซด์ก็คือตัวไบคาร์บอเนตตัวดูว่าเป็นเลือดเป็นกรดไหม ขอให้ดูตัวนี้ก่อนเลข 15 ถ้าปกติค่าเลือดเป็นกรดก็ควรจะอยู่อย่างน้อย 22-24 อันนี้ผู้ป่วยสงสัยว่าผู้ป่วยรายนี้น่าจะมีเรื่องของเลือดเป็นกรด โดยทั่วไปสำหรับผู้ป่วยแค่นี้เราก็จะแนะนำยาปรับสมดุลกรดด่างบางทีเราก็จะเรียกอย่างไรก็คือยาโซดามิ้น ส่วนใหญ่แล้วก็จะเป็นยากลิ่นมิ้นต์ เม็ดสีขาวกลมๆที่อันนี้แล้วแต่ว่าจะปรับขึ้นปรับลงเป็นคนก็ทาน 1 เม็ดเช้า 1 เม็ดกลางวัน 1 เม็ดเย็นบางคนก็ 3 เม็ดเช้า 2 เม็ดกลางวัน 2 เม็ดเย็นมากกว่าจะได้รับมากหรือน้อยกว่านี้ก็ปรับตามขึ้นกับผลเลือด

มีเกลือแร่ตัวอื่นอีก อย่างเช่นเกลือแร่ฟอสฟอรัสของผู้ป่วยรายนี้ปกติไม่ได้ทำอะไร แต่ว่าถ้าเกิดฟอสฟอรัสสูงอาจจะมีการที่จะต้องให้ยาแคลเซียมเพื่อดักจับฟอสฟอรัสออกจากเกลือแร่แบบนี้เป็นต้น

ก็จะมีอย่างอื่นๆที่เป็นยาโรคประจำตัวเดิมของผู้ป่วย ยาความดันถ้าเกิดทานอยู่จะต้องให้ทานต่อ ยาเบาหวานยังมียาไขมันจากนี้ถ้าเกิดเป็นเก๊าอาจจะมียาลดกรดยูริคต้อทานนอีก อันนั้นยาในกลุ่มของผู้ป่วยที่เป็นไตระยะค่อนข้างเยอะ ท่านใดที่ต้องการชะลอการเสื่อมของไตจริงๆไม่อยากฟอกไตจริงๆหมอคิดว่าผู้ป่วยระยะ 5 แล้วก็ยังไม่อยากฟอกเลือดไตล ในการปรับยาที่หมอวางไว้แล้วเพราะเหมือน Balance ของการที่หมอจะปรับยาจะเหมือนเหลือเส้นบางๆยิ่งไปเหลือเปอร์เซ็นต์การทำงานของไตน้อยเท่าไหร่ การที่หมอจะมีความละเอียดในการที่ต้องตัดยางการที่จะต้องนำผู้ป่วยมาบ่อยจะยิ่งมากขึ้นเท่านั้น รวมทั้งถ้าเกิดว่าหมอจัดวันไว้แล้วว่าจะมาปรับยาตัวนี้ถ้าเกิดเมื่อไหร่ก็ตามแค่เพียงขาดยาไปชนิดเดียวนะคะอาจจะทำให้ท่านต้องฟอกเลือดเร็วกว่ากำหนดได้เลย อย่างเช่นว่าบางคนไม่ทันยาบำรุงเลือดจะทานหรือว่าอย่าเยอะไปก็เลือกเอาเองเลยเลือกตัวนี้ออก อย่างที่หมอบอกที่ตรงเมื่อกี้ก็เติมเลือดแล้วเติมไม่ได้อาจจะมีความผิดปกติของหัวใจไม่สามารถจะเติมด้วยได้ทันทีเพราะเติมแล้วหัวใจวายน้ำท่วมปอดกลายเป็นจะต้องเช็ดฟอกไตฉุกเฉิน

ในคนไข้ที่เป็นไตระยะท้ายๆโอกาสที่จะหยุดฟอกก็จะยากรวมทั้งถ้าเกิดปล่อยให้ระดับค่าเลือดเป็นกรดมากเกินไปเท่าไหร่จะมีอาการเหนื่อยหอบหรืออะไรก็ตามที่ขาดยาเพียงเพียงอย่างเดียวว่าควรนึกภาพไม่ออกว่าไม่ทนยาตัวเดียวไม่เห็นจะเป็นไรเลยเดี๋ยวค่อยดูก็ได้แนะนำว่าถ้าเกิดมีผู้ป่วยหลายท่านที่มารักษาด้วยกันก็หอบยามา 1 ถุงเลยมาให้หมอดูว่ายาตัวไหนเหมาะจะลดได้หรือเปล่าในการที่มาโรงพยาบาลแต่ละครั้งค่ะก็มีบางครั้ง หมอสามารถที่จะเลือกยาลดยาได้ หมออาจจะลดยาตัวนี้ได้กี่เม็ดกี่เม็ดก็ว่ากันไปหรืออาจจะหยุดยาตัวไหนได้บ้าง รวมทั้งบางครั้งที่มาหมอยังยืนยันคำตอบเดิมว่ายาที่หมอสั่งไว้ไม่สามารถจะลดได้ก็มี อันนั้นความความละเอียดความที่จะต้อดูว่าตัวไหนจะลดได้ตัวไหนจะลดไม่ได้จะมีรายละเอียดค่อนข้างเยอะ ต้องดูทั้งอาการของคนไข้ ดูการตรวจร่างกายดูผลเลือด ดูค่อนข้างจะหลายอย่างมากเลย สิ่งที่หมอแนะนำว่ายังเป็นเช่นเดิมถ้าไม่แน่ใจคำถามไหนสอบถามคุณหมอที่ดูแลไปเลยอย่าหยุดยาเองอย่าปรับยาเอง

Leave a Comment

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *