กินแบบนี้ ไตดีแน่นอน

จะจำลองอาการของผู้ป่วยรายนึงว่าถ้าเกิดเป็นไตระยะนี้จะมีการทานอาหารในลักษณะใดที่จะเป็นประโยชน์กับตัวคนไข้เองให้ได้มากที่สุด 

สำหรับเรื่องในวันนี้หมอก็จะสมมติโจทย์เช่นว่า เป็นผู้ชายอายุ 80 ปี เป็นไตเรื้อรังระยะที่ 4 แล้ว ไม่เป็นเบาหวาน ส่วนสูง 170 เซนติเมตร หนัก 75 กิโลกรัม ผลเลือดคือตัว GFR ได้ 28โพแทสเซียมและฟอสฟอรัสอยู่ในเกณฑ์ปกติดี คำถามที่จะถามกันบ่อยๆก็คือคนไข้จะทานอาหารอะไรถึงจะดีกับไต

2 อย่างที่คนไข้จำเป็นจะต้องรู้ ก็คือ โปรตีนที่ควรจะทาน , ก็พลังงานที่ควรจะรับต่อวัน ข้อแรกก็คือ

โปรตีน

โปรตีน คนไข้ไตระยะ 4 ควรจะทานโปรตีนโดยทั่วป 0.6 0.8 กรัม/น้ำหนักที่ควรจะเป็นกิโลกรัม/วัน แต่สำหรับท่านใดที่ไม่ได้เป็นไตระยะ 4 เป็นไตระยะที่อื่นก็ดูโปรตีนที่ควรจะทานต่อวันได้หรือว่าจะถามคุณหมอที่ดูแลก็ได้ แต่ว่าหมออาจจะให้จำกัดโปรตีนน้อยกว่า 0.6 กรัม/กิโลกรัม/วันก็ได้ อันนี้ก็จะเป็นรายละเอียดของในแต่ละบุคคล

แต่วันนี้หมอก็จะชวนคิดในสถานการณ์ที่หมอตั้งโจทย์มาเช่น คนไข้ไตระยะ 4 ให้ทานโปรตีน 0.6-0.8 กรัม/น้ำหนัก ที่ควรจะเป็นต่อกิโลกรัมต่อวัน เราจะไม่ใช้น้ำหนัก 75 กิโลกรัมมาคิดจะต้องมาคำนวณก็คือถ้าเกิดเป็น

  • ผู้ชาย ใช้ส่วนสูง-100 จะได้ 170 – 100 = 70 กิโลกรัม 
  • ผู้หญิง ใช้ส่วนสูง-105 

หลังจากนั้นเราก็จะมาคิดโปรตีนที่เราทานได้ ถ้าเกิดคิดน้อยสุดเลยนโจทย์นี้ก็คือ 0.6*70 ก็จะได้โปรตีนที่ทานได้ต่อวัน 42 กรัม/วัน ซึ่งถ้าเกิดเราคิดจากโปรตีนสูงสุดที่ทานได้ 0.8 ก็ทานโปรตีนมากสุดก็ไม่ควรจะเกิน 0.8 * 70 ก็เท่ากับไม่ควรจะทานโปรตีนเกิน 56 กรัมต่อวัน ผู้ป่วยรายนี้ก็ควรจะทานโปรตีนอยู่ระหว่าง 42 ถึง 56 กรัม/วัน อันนี้ก็จะเป็นข้อแรกที่คนไข้คนนี้จำเป็นจะต้องรู้

พลังงาน

ผู้ป่วยบางรายหมอบอกว่าให้จำกัดโปรตีน คนไข้ก็เข้าใจว่าโปรตีนก็แปลว่า เนื้อสัตว์ ก็ไปจำกัดรวมทั้งหมดเพราะไม่รู้ว่าจะทานอะไรดีก็จำกัดไปหมดเลย ข้าวก็ไม่ทานผักผลไม้ก็ทานน้อยลงทำให้พลังงานต่อวันไม่พอฃ เพราะพลังงานต่อวันไม่พอก็มาดึงโปรตีนไปใช้อีกทำให้ร่างกายก็แย่ลงอย่างรวดเร็ว ทำให้ไตก็แย่ลงด้วยก็จำเป็นจะต้องรู้ว่าพลังงานต่อวันที่ควรจะได้รับค่าเป็นเท่าไหร่

ผู้ป่วยอายุมากกว่า 60 ปี พลังงานที่ควรจะได้รับก็จะใช้ 

  • 30 คูณกับน้ำหนักที่ควรจะเป็น
  • พลังงานที่ควรจะได้รับก็คือ 30 * 70 = 2,000 กิโลแคลอรี่
  • ถ้าเกิดอายุน้อยกว่า 60 ปี ให้ใช้ 35 คิดก็จะใช้ 35 คูณกับน้ำหนักที่ควรจะเป็น

ดังนั้นในผู้ป่วยรายนี้ก็จะรู้ 2 ข้อแล้วว่าโปรตีนที่ควรจะทานก็คือ 42-56 กรัม2/วัน แล้วก็พลังงานที่ควรจะได้รับก็คือประมาณ 2,000 กิโลแคลอรี่

เมื่อรู้ทั้งสองข้อแล้วต่อไปก็มาดูต่อว่าจะจัดอาหารยังไงที่จะเหมาะสมกับเรา บางท่านอาจจะเคยเห็นตารางแบบนี้แล้วก็คือ ตารางที่กำหนดอาหาร เตรียมมาให้เราแล้วก็คือสามารถทานโปรตีน แป้งได้เท่าไรเป็นต้น วันนี้หมอก็เลยจะมาเล่าให้ฟังว่าเราจะได้ประโยชน์อย่างไรจากตารางอันนี้บ้าง

โดยหมวดอาหารสำหรับที่จะไปปรุงเป็นอาหารก็จะแบ่งออกเป็นทั้งหมด 7 หมวดก็คือ โปรตีน ข้าว แป้ง ผัก ผลไม้ ใน 4 หมวดนี้จะมีโปรตีนเป็นส่วนประกอบ 3 หมวดหลังคือ แป้งปลอดโปรตีน น้ำตาลไขมัน พวกนี้ให้พลังงานแต่ไม่มีโปรตีน

เวลาเราจะดูจากตารางนี้เราก็ลงข้อมูล 2 ตัวที่เราคิดไปแล้ สามารถทานโปรตีนได้ 42-56 กรัม/วัน ตัวแรกที่เราต้องมาดูในตารางคือดูก่อนว่าเราสามารถทานโปรตีนได้ 42-56 แล้วก็มาเลือกว่าเราจำเป็นช่องไหน อันนี้บอกว่าสมมุติว่าอย่างเช่น เราจะเลือกเป็นโปรตีน 45 กรัม/วัน แล้วก็ลองดูว่า ถ้าเราจะใช้สูตรนี้จะใช้สัดส่วนแบบนี้ไหนปริมาณพลังงานของเราจะพอหรือเปล่า 

เวลาดูก็จะต้องดูแบบนี้ให้อาหารที่เป็นโปรตีน 1 ส่วนจะให้โปรตีน 7 กรัม ให้พลังงาน 70 กิโลแคลอรี่ ข้าวแป้ง 2 ส่วนให้โปรตีน 2 กรัม ให้พลังงาน 70 กิโลแคลอรี่เท่ากับ 1 ส่วน โปรตีนด้วย 1 กรัมให้พลังงาน 25 กิโลแคลอรี่ ผลไม้ 1 ส่วนผลไม้มองภายนอกไม่รู้สึกาเป็นโปรตีนแต่ว่ามีโปรตีนด้วย

  • ผลไม้ 1 ส่วนให้โปรตีน 0.5 กรัมให้พลังงาน 70 กิโลแคลอรี
  • แป้งปลอดโปรตีน ไม่มีโปรตีน ให้พลังงาน 70 กิโลแคลอรี่
  • น้ำตาล ไม่มีโปรตีน ให้พลังงาน 20 กิโลแคลอรี่
  • น้ำมัน ไม่มีโปรตีน ให้พลังงาน 45 กิโลแคลอรี่

ลองมาคำนวณดูว่าอาหารที่เราจะทานต่อส่วนจะพอหรือไม่อย่างเช่น โปรตีน ทานได้ 4.5 ส่วน ส่วนนึงให้

โปรตีน 7 กรัม นำ 4.5 ไป * 7 = 31.5 กรัมให้โปรตีน 

  • ข้าวแป้ง 2 กรัม 4.5 ส่วน ให้โปรตีน 9 กรัม
  • ผัก 1 ส่วน ให้โปรตีน 1 กรัม
  • ผลไม้ 1 ส่วน ให้โปรตีน 0.5 กรัม
  • ผลไม้ 2 ส่วน ให้โปรตีน 1 กรัม
  • แป้งปลอดโปรตีน น้ำตาล น้ำมัน ไม่ให้โปรตีน
    เสร็จแล้วก็เอาตัวเลขมาบวก 31.5+9+3+1 = 44.5 อยู่ในค่าที่เราทานโปรตีนได้ก็คือ 42 ถึง 56 กรัม/วัน

ต่อมาคิดพลังงานก็ทำเหมือนเดิมเลยโปรตีน 1 ส่วนนะคะให้พลังงาน 70 กิโลแคลอรี่โปรตีน 4.50 ก็ให้พลังงาน 4.5 * 70 = 315 kcal 

  • ข้าวแป้ง 4.5*70 = 315 kcal 
  • ผัก 1 ส่วน ให้พลังงาน 25 ผัก 3 ส่วนก็ให้พลังงาน 75 
  • ผลไม้ 1 ส่วน ให้พลัง 70 2ส่วนก็ประมาณ 140 
  • แป้งปลอดโปรตีน ไม่ให้โปรตีน จะให้พลังงาน 1 ส่วนให้ 70  3ส่วนให้ 210 
  • น้ำตาล ไม่ให้โปรตีน ให้พลังงาน 1 ส่วนได้ 20 ส่วนได้ 120 
  • น้ำมัน 1 ส่วน ให้พลังงาน 45 10ส่วน 450

แล้วใช้ตัวเลขที่เป็นพลังงานของหมวดอาหาร 7 บวกกันจะได้ 315 + 315 + 75 + 140 + 210 + 120 + 450 บาท = 1,625 

แต่ว่าก็คือการที่เราทานแบบนี้จะได้พลังงานเท่านี้ แต่ว่าที่เราคิดไว้แล้วว่าเราสามารถทานพลังงานได้ 2100กิโลแคลลอรี่ ดังนั้นเรายังจำเป็นจะต้องทานพลังงานเพิ่มขึ้นอีกใคือเอา 2100-1625 ยังขาดพลังงานที่เราจะต้องทานเข้า 475 กิโลแคลอรี่/วัน ก็มาหาดูว่าให้เราเราจะไปเพิ่มส่วนไหนในหมวดอาหาร 7 หมวดนี้ 

กลับมาดูที่ตารางกันอีกเหมือนเดิมกลับมาดูที่ 4 หมวดแรกก็คือโปรตีน ข้าวแป้ง ผัก ผลไม้ค่ะ ให้โปรตีนด้วยดังนั้นโปรตีนที่เราคิดไปแล้ว 44.5ตั้งใจจะจำกัดโปรตีนเท่านี้ ดังนั้นเราก็จะไม่เลือก 4 หมวดนี้เป็นอาหารที่เราจะทานเพิ่มเราก็มาดู 3 หมวด อันนี้หมอยกตัวอย่างมาให้อย่างเช่นว่า 

  • แป้งปลอดโปรตีนนะคะ 3 ส่วน ให้พลังงาน 210 เพิ่มเป็น 9 ส่วน ให้พลังงาน 70 นำ 9*70 = 630 กิโลแคลลอรี่
  • น้ำตาลจาก 6 ส่วน เพิ่มเป็น 8 ส่วน นำ 8 * 20 = 160 กิโลแคลอรี่
  • น้ำมันก็ทานเท่าเดิม 10 ส่วน นำ 10*45 = 450

พลังงานของเราใหม่ได้เท่าไหร่ก็จะรวมตั้งแต่โปรตีนของข้าวแป้ง ผัก ผลไม้จะได้  315+315+75+140+630+160+450 ทั้งหมด 7 หมวดนี้ก็พลังงานจะได้ขึ้นมาเป็น 2,085 กิโลแคลลอรี่ก็ใกล้เคียงกับ 2100 กิโลแคลลี่ซึ่งก็คือพลังงานที่เราควรจะได้รับต่อวัน

สรุปสำหรับว่าเราเป็นผู้ป่วยรายนี้ ก็คือโปรตีนที่เราจะสามารถทานได้ก็คือ 4.5 ส่วน/วัน ข้าวแป้ง 4.5 ส่วน/วัน ผัก 3 ส่วน/วัน ผลไม้ 2 ส่วน/วัน แป้งปลอดโปรตีน 9 ส่วน/วัน น้ำตาล 8 ส่วน/วัน น้ำมัน 10 ส่วน/วัน ซึ่งจากการปรุงอาหารด้วยวัตถุดิบสัดส่วนแบบนี้ฃก็จะได้โปรตีนจำกัดตามที่ควรจะเป็นได้พลังงานตามที่ควรจะเป็นต่อวันด้วยเช่นกัน 

ท่านใดที่มีข้อมูลแตกต่างกันไปไม่ว่าจะเป็น อายุ เพศ ไระยะไต สามารถปรับเปลี่ยนข้อมูลโดยใช้ความรู้จากบทความนี้เพิ่มเติมได้ แล้วก็ในข้อมูลสามารถเปลี่ยนแปลงได้หลายอย่างโดยหลักการคิดก็เป็นอย่างที่หมอเล่าให้ฟังอย่างเช่นว่า การลดแป้งปลอดโปรตีนแล้วก็จะขอไปเพิ่มเป็นส่วนของน้ำมันมากขึ้นได้ไหมก็แนะนำว่าทำได้ แนะนำว่าในส่วนของน้ำมันถ้าเกิดจะเพิ่มมากขึ้นควรจะเป็นน้ำมันที่เป็นไขมันดี

Leave a Comment

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *